ทูตจีนชี้รถไฟเร็วสูงดึงลงทุนดันสร้างนิคมฯแนวเส้นทาง





นายหนิง ฟูขุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวในงาน "จีนและเออีซีภายใต้เส้นทางสายไหมเส้นใหม่" จัด โดยธนาคารกรุงเทพ วานนี้ (15 ก.พ.) ว่าหากไทยต้องการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม หรือที่ดินเชิงอุตสาหกรรมตามแนว เส้นทาง สายไหม บริษัทจีนก็พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการเหล่านี้
"ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน เป็นจุดเชื่อมโยงตามธรรมชาติของการค้าในภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐานของไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่ง แต่ควรมีการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของรถไฟ ซึ่งจะเป็น ข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์แก่ทั้งไทย และจีน" นายหนิง กล่าว
คำกล่าวของนายหนิงมีขึ้นหลังจาก ไทยตกลงกับจีนที่จะร่วมกันพัฒนารถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยการหารือรอบแรกในประเด็นทางเทคนิค เสร็จสิ้นไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน "โครงการรถไฟนี้ถือเป็นส่วนประกอบที่ สำคัญของเส้นทางสายไหมสำหรับศตวรรษที่ 21 ทั้งยังอาจเป็นรูปแบบของการพัฒนาและเปิดโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลาง ของภูมิภาค" นายหนิง ระบุ


ทั้งนี้ เส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะสร้างการเชื่อมโยงตั้งแต่ภาคตะวันตกของจีนไปจนถึงทะเลจีนใต้ อาศัย การลงทุนมหาศาลด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นถนน ทางรถไฟ และท่าเรือ โดยไทยเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางทางบก และทางน้ำ

ในการสานความฝันของเส้นทางสายไหมสำหรับศตวรรษที่ 21 จีนพร้อมลงทุนในรูปของทรัพยากรทางการเงินและ ไม่ใช่การเงินโดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งมีพรมแดนร่วมกัน4,000 กม. นายหนิง ระบุว่า ผลการศึกษาชี้ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทุกๆ 1,000 ดอลลาร์จะก่อให้เกิดการสร้างงาน18,000 ตำแหน่ง นอกจากนั้น จีนยังลงนามกับมาเลเซียและไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการค้าโดยตรง ทั้งยังมีแผนให้ทุนการศึกษา 15,000 ทุนแก่อาเซียนเพื่อศึกษาในด้านต่างๆ

"จีนต้องการเพิ่มความร่วมมือในทุกด้านกับอาเซียน" นายหนิง กล่าวพร้อมชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันในด้านการบินการศึกษา และเทคโนโลยี รวมถึงในประเด็นทางน้ำทั้งนี้ นักวิชาการแสดงความเห็นว่าความไม่สมดุลในประเทศกำลังผลักดันจีนให้ดำเนินเส้นทางนี้ เพราะการลงทุนปริมาณมากในอดีตผลักดันให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวปีละกว่า 10% ส่งผลให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อ
ความต้องการในประเทศลดลง บรรดาผู้ผลิตก็ต้องหาตลาดใหม่ๆ เส้นทางสายไหมจึงเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อทำให้เป้าหมาย "เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ของจีน" เป็นจริงขึ้นมาได้


ในงานเดียวกัน นายเบลส โกเดต์ อดีตทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำจีน กล่าวว่าโครงการเส้นทางสายไหมอาจทำให้จีนใกล้ชิดกับเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่นายโกเดต์วิตกเกี่ยวกับการจัดสรรปันส่วนการลงทุน เพราะเส้นทางสายไหมน่าจะประกอบด้วยโครงการก่อสร้างจำนวนมาก นายโกเดต์ชี้ด้วยว่าประเทศในยุโรปกำลังจับตาความคืบหน้าของโครงการเส้นทางสายไหม เพราะยินดีที่เวลาในการขนส่งจะลดลงเมื่อมีทางรถไฟสายใหม่เชื่อมโยงเอเชียกับยุโรป แต่ความสำเร็จของเส้นทางสายไหมขึ้นอยู่กับรัสเซียและอิทธิพลที่มีต่อเอเชียกลางด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น